วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

only - แค่เพียง เพียงแค่

                 only - แค่เพียง เพียงแค่

only
ONLY

Believe nothing of what you hear, and only half of what you see.
จงอย่าเชื่อในสิ่งที่คุณได้ยิน และจงเชื่อสิ่งที่คุณเห็นแค่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ว่ากันว่าข่าวลืออาจจะเป็นเป็นข่าวลวงก็เป็นได้ และสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไป  เพราะฉะนั้นอย่าด่วนสรุปอะไรเร็วเกินไป (don't jump/rush to conclusions) ก่อนที่จะเชื่อต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน


สวัสดีครับวันนี้ผมขอนำเสนอ คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำง่ายๆอีกคำหนึ่งครับ วันนี้ขอนำเสนอคำว่า only
ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย (more or less) ผมได้คัดเอาสำนวนที่มีคำนี้ only มา เป็นสำนวนโปรยนำข้างบน บางท่านอาจจะคุ้นหน้าค่าตาสำนวนนี้กันอยู่บ้าง สำนวนนี้น่าสนใจทีเดียวครับ ยิ่งในสมัยที่ technology ล้ำสมัยอะไรก็เร็วไปหมด ข่าวทาง social media ไม่ว่าจะเป็น facebook g+ หรือ twitter ก็มาเร็วเหลือเกิน เราก็ควรจะฟังหูไว้หูไว้บ้างครับอย่าเชื่อในเรื่องที่คุณได้ยินทั้งหมด อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าจริง ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า don't jump to conclusions หรือ don't rush to conclusions  นั่นเอง ส่วนส่ิงที่เราเห็น บางทีก็หลอกตาเราได้เช่นกัน เขาก็เลยบอกว่า believe only half of what you see ให้เชื่อเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่คุณเห็น you can't just judge the book by its cover (อย่าตัดสินคนที่ภายนอก)  เอาละครับก่อนที่ผมจะพาคุณๆท่านๆทั้งหลายไปไกลกว่านี้เราวกกลับมา ที่คำว่า only กันก่อนดีกว่า

only (โอนลี่-เท่านั้น/เพียงแค่/พึ่งจะ) เป็นได้ทั้ง คำคุณศัพท์ (adjective)  และ คำกริยาวิเศษ (adverb) เมื่อนำไปขยายคำนามมันก็กลายเป็น adjective ถ้าไปขยายคำกริยาก็กลาย adverb ความหมายของคำๆนี้คือเท่านั้น เพียงแค่ หรือพึ่งจะแล้วแต่บริบท หรือ context นั่นเอง เวลาที่เราวาง only ไปอยู่ในแต่ละส่วนของประโยค ความหมายก็จะแตกต่างกันไป เช่น

one word only
one word only
Source: spearfishsrc.com
Only I saw him yesterday.  (nobody else saw him yesterday except me)
ผมคนเดียวที่เจอเขาเมื่อวานนี้ (ไม่มีคนอื่นเห็นเขายกเว้นผม)

only saw him yesterday. (I didn't talk to him)
ผมแค่เจอเขาเมื่อวานนี้ (ไม่ได้คุย)

I saw only him yesterday. (I saw nobody else)
ผมเห็นเขาคนเดียวเมื่อวานนี้ (ไม่เห็นคนอื่นเลย)

I saw him only yesterday.
ผมพึ่งจะพบเขาเมื่อวานนี้

จะเห็นได้ว่าประโยคเดียวกันใช้คำเดียวกันหมด เพียงแค่ย้ายคำว่า only ไปแต่ละส่วนของประโยค (places only in different position in the sentence and the meaning of the sentence also changes) ความหมายของประโยคก็เปลี่ยนตามไปด้วย

มาดูแต่ละความหมายและวิธีใช้ของ only กันครับ
เพียงแค่
Our conversion only lasted a few minutes.
การสนทนาของเราใช้เวลาแค่สองสามนาที

She's just turned only 15.
เธอพึ่งจะอายุแค่ 15 ปี

แค่คนเดียวหรือสิ่งเดียว
The scholarship is available to Australian residents only.
ทุนนี้ให้สำหรับคนออสเตรเลียเท่านั้น

Hey stop weeping!!  Let her go. She is not the only fish in the sea.
เฮ้ยหยุดคร้ำครวญได้แล้ว ปล่อยเธอไปเถอะ เธอไม่ใช่ปลาแค่เพียงตัวเดียวในทะเล (ไม่ใช่ละ ผมแปลม้่ว 555) ผู้หญิงในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว

only if/only because/only when/... เท่านั้น

I'll tell you, but only if you don't tell anyone else.
ผมจะบอกคุณ แต่(จะบอก)ก็ต่อเมื่อคุณไม่บอกคนอื่นเท่านั้น

I ate the food, but only because I was starving.
ผมกินอาหาร แต่เป็นเพียงเพราะว่าผมหิวมาก

The transfer takes place only when the data is complete.
ข้อมูลจะถูกส่งเมื่อข้อมูลสมบุรณ์เท่านั้น

not only ... (but) also ไม่...เท่านั้น แต่ยัง...อีกด้วย

Not only is he lazy, but he also is forgetful.
เข้าไม่ได้ขีเกียจเท่านั้น เขายังขี้ลืมอีกด้วย

สำนวนที่เกี่ยวกับ only

only/just a matter of time (ไม่วันไดก็วันหนึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)
สำนวนนี้ใช้ บอกว่าเหตุการณ์ที่กำลังพูดถึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต

You've worked very hard, you will surely be successful. It is only a matter of time.
คุณทุ่มเทให้กับงานมาก คุณต้องประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน แค่รอเวลาเท่านั้นเอง

It is only a matter of time before he get back what he have done.
ไม่วันไดก็วันหนึ่งเขาต้องได้รับผลทำเขาทำไว้อย่างแน่นอน

not the only fish in the sea
สำนวนนี้ใช้ในกรณีที่ถ้าเราเสียอะไรไปบางอย่าง ก็ยังมีอะไรดีๆอีกหลายให้เลือก คือไม่ได้มีแค่สิ่งนันหรือคนนั้นในโลกใบนี้

John: Don't look so sad Jenny, he is not the only fish in the sea. Just forget him, there are still a very nice guy out there.
Jenny: If love can be wiped away like dirt it would be easier John.
จอร์น: อย่าเศร้าไปเลยเจนนี้ โลกนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ลืมเขาซะเถอะยังมีผู้ชายดีๆอีกเยอะ
เจนนี: ถ้าเราสามารถเช็ดความรักออกไปได้เหมือนสิ่งสกปกมันจะง่ายมากกว่านี้ จอร์น

Believe nothing of what you hear, and only half of what you see (ฟังหูไว้หู)
อย่าเชื่อสิ่งที่คุณได้ยิน และจงเชื่อสิ่งที่คัณเห็นเพียงครึ่งเดียว สำนวนนี้บอกให้เราอย่าเชื่ออะไรง่าย สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น (it might not seem as it looks)

Annie: Come on guy, let get into the water. The water looks very calm.
Mitty: Hold your horse Ann. This is the a very dangerous area and we can't swim here. Believe only half of what you see.

Annie: มาเร็ว ลงน้ำกันเถอะ น้ำดูสงบดี
Mitty: ช้าก่อนแอนนี แถวนี้อันตรายมาก เราว่ายน้ำแถวนี้ไม่ได้ จงเชื่อแค่ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เราเห็น

The newspaper reported that there was a woman found on Mars, but I believe nothing of what I hear, and only half of what I see.
ข่าวจากหนังสือพิมพ์บอกเจอผู้หญิงอยู่บนดาวอังคาร แต่ผมว่าก็ฟังหูไว้หูดีกว่า

Beauty is only skin deep. ความสวยเป็นแค่สิ่งภายนอก (ความสวยก็แค่เปลีอกนอก)
สำนวนนี้ใช่ในความหมายที่ว่าความสวยหรือความหล่อไม่สำคัญเท่ากับจิตใจ

Even she is not that pretty, but she is a very very nice person. Go out and date her and you will see. Come on man! beauty's only skin deep.
ถึงเธอจะไม่สวย แต่เธอก็เป็นคนที่ดีมากๆ ลองคบกับเธอดูแล้วนายจะรู้ เอาเถอะน่า ความสวยไม่คงที่ความดีซิคงทนนะ

I'm only looking/I'm just looking
สำนวนนี้ใช้ในตอนที่เราเข้าไปในร้านเพื่อไปเดินดูของ แล้วคนขายถามว่า May I help you? แต่เรายังไม่อยากซื้อเราก็บอกไปว่า No, thank you. I'm only looking หรือ No, thank you. I'm just looking.

Shopkeeper: May I help you?
You: No, thank you. I'm only looking.

only have eyes for somebody/something (มีสายตาให้แค่ใครบางคน/บางสิ่ง หรือสนใจเฉพาะบางสิ่งหรือบางคน)
สำนวนนี้หมายถึง สนใจหรือมีสายตาให้แค่ใครบางคน หรือสนใจเฉพาะบางสิ่ง

I only have eyes for you. Can't you see, I couldn't lay/set my eyes on the others.
ผมมีใจให้ได้แค่กับคุณคนเดียว คุณไม่เข้าใจเหรอผมไม่สามารถมองใครได้อีกแล้ว

Close only counts in horseshoes (and hand grenades).
สำนวนนี้หมายถึง ใกล้ประสบผลสำเร็วยังไม่ดีพอ ทีเขาเปรียบเทียบกับ horseshoes ก็เพราะว่า เกมม์ horseshoes นี้แค่โยน ห่วงให้ไกล้ๆหลักก็ได้แต้มแล้ว ส่วน granades คือระเบิดมือ แม้จะโยนไปไม่ตรงจุดแต่ถ้ามันละเบิดอะไรที่อยู่ใกล้ๆก็โดนสะเก็ดระเบิด

Frank Robinson said close don't count in baseball, close only counts in horseshoes and grenades.
แฟรงค์ โรบินสันกล่าวไว้ว่า ในการเล่นเบสใกล้เคียงยังไม่ดีพอ (ไม่นับ) ใกล้เคียงดีพอเฉพาะในเกมม์ horseshoes และ ได้ผลเฉพาะกับระเบิดมือ
ที่มา : http://www.englishtips4thai.com/2015/08/believe-only-half-of-what-you-see.html

ว่าด้วยเรื่องของ ไข่ ในภาษาอังกฤษ - egg, egg and egg

     ว่าด้วยเรื่องของ ไข่ ในภาษาอังกฤษ - egg, egg and egg

egg
egg
source: www.lonely-rooyang.com

ไข่เป็นสิ่งที่เราเห็นที่เรากินเกือบจะทุกวัน วันนี้ผมก็เลยอยากจะนำเสนอ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับไข่

ไข่ในภาษาอังกฤษ
egg (noun - เอก) คำว่าไข่ในภาษาอังกฤษ เราใช้คำว่า egg ซึ่งทุกคนก็น่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว โดยคำนี้เราจะหมายถึงไข่ทั่วๆไปไม่ได้ระบุเจาะจง ถ้าอยากระบุว่าเป็นไข่ของสัตว์ประเภทอะไรเราก็ใส่ชื่อข้างหน้าคำว่า egg  เช่น fish egg  ไข่ปลา chicken egg/hen egg ไข่ไก่ ostrich egg (ออส'ทริชฺ เอก) ไข่นกกระจอกเทศquail egg (เควลซ เอก) ไข่นกกระทา

Egg Composition
Egg Composition
Source:chemicalbiological.net
ไข่จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ หลักๆ ดังนี้
eggshell (noun - เอ๊กเชล)  เปลือกไข่
egg white (noun - เอ๊กไวท์) ไข่ขาว (albumen- แอลบู' เมน)
egg yolk (noun - เอ๊กยอล์ค) ไข่แดง

spawn  (noun/verb -  สพอน) คำนี้เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้กันในความหมายของ ไข่ของสัตว์น้ำ (aquatic animal - noun - อะควอท'ทิค แอนิเมิล) เช่น กุ้ง กบ เขียด ปู หอย ที่ลอยติดเป็นแพ) นอกจากนั้นคำว่า spawn ก็ยังแปลว่า วางไข่ได้ด้วย โดยใช้กับสัตว์จำพวกที่กล่าวมาข้างต้น คำๆนี้จึงเป็นที่มาของ คำว่าฤดูวางไข่  ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า spawning season (noun - สพอนนิง ซีเซิ่น)

roe (noun - โร) หมายถึง ไข่กุ้ง/ไข่ปลา/ไข่ปู ถ้าเป็นไข่เม็ดเดียว เราจะเรียกว่า roe-corn (noun - โรคอร์น) ประเภทของ roe อาจะแบ่งเป็นสองอย่าง คือ hard roe ก็คือไข่ของปลาตัวเมียที่ยังอยู่ในรังไข่ และ soft roe ที่หมายถึงเชื้อของปลาตัวผู้  ไข่ปลาที่เราเอามากิน เรียกว่า roe ไม่เรียกว่า spawn เพราะ ถ้าเป็น spawn เราต้องไปตักจากในน้ำที่ลอยเป็นแพมากิน

nit (noun - นิท) หมายถึงไข่เหา ไข่เห็บ ไข่หมัด

flyblow (noun/adj - ไฟล์โบลว์) หมายถึง ไข่แมงวัน หรือเต็มไปด้วยไข่แมงวัน

berry (noun - ไฟล์โบลว์)  บางที่เราก็ใช้คำว่า berry ในความหมายที่หมายถึงไข่ปลาไข่กุ้ง เช่นในอาหารที่เราเรียกว่า lobster in berry  ซึ่งก็จะหมายถึงกุ้งที่กำลังมีไข่ในท้อง

Salmon roe | Caviar roe
คำว่าวางไข่ในภาษาอังกฤษใช้คำต่อไปนี้
to lay egg (ทู เลย์ เอ็ก)
to lay (ทู เลย์)
to spawn (ทู สพอน)

ส่วนกริยาที่เกี่ยวกับไข่อีกตัวก็คือ
to hatch (ทู แฮทช์) ออกจากไข่, ฟักไข่ หรือกกไข่
to crack (ทู แครค) ตอกไข่ (cracked egg = ไข่แตก)
to break (ทู เบรค) ตอกไข่
to beat (บีท) ตีไข่


อาหารประเภทไข่

ใหนๆก็พูดถึงไข่แล้ว ก็ขอพูดถึงอาหารประเภทไข่หน่อยละกันครับ คำต่อไปนี้เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอาหารประเภทไข่ทั้งหลายครับ กินหมดนี้สงสัยหน้าจะเป็นไข่

fried egg  (noun - ไฟรดฺ เอก)ไข่ดาว
boiled egg (noun - บอลดฺ เอก)ไข่ต้ม
omelette/omelet (noun - ออมเล็ท) ไข่เจียว เรียก
scrambled egg (noun - สแครม'เบิลด์) ไข่คน
steamed beaten egg (noun - สทีมด์ บีททึน เอก) ส่วนไข่ตุ๋น
poached egg  (noun - โฟชด์ เอก) ไข่ดาวน้ำ
salted duck egg (noun - ซอลทิด ดัค เอก) ไข่เค็ม
century egg  (noun -เซนชิวรี เอก) ไข่เยี้ยวม้า
pickled egg (noun -เพิค'เคิลดฺ เอก)  ไข่ดอง
eggs and pork in brown sauce (เอก แอน พอร์ค อิน บราว์น ซอสซ) ไข่พะโล้
sweet and sour eggs/ egg with tamarind sauce (สวีท แอน ซาวเออร์ เอก/ เอก วิธ แทมมะรินด์ ซอส) ไข่ลูกเขย


fired egg
fired egg
Source: bernarduccimeisel.com
เมื่อพูดถึง fried Egg หรือ ไข่ดาว ในภาษาอังกฤษก็มี ชื่อเรียกต่างกันไปซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสุกของไข่แดงนั้นเอง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น
1. sunny up/sunny side up ทอดเพียงด้านเดียว (ไม่กลับด้าน)
2. over easy/runny/dippy ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงไม่สุก
3. over medium ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงสุกปานกลาง
4. over hard/well ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงสุกมาก

ส่วน boiled egg หรือ ไข่ต้ม ก็มีอยู่ด้วนกันหลายแบบเช่นกัน ซึ่งก็ใช้คำว่า boiled egg แต่ เพิ่มคำ adj ข้างหน้าระบุความสุกของไข่
hard-boiled egg - ไข่ต้มสุก
medium-boiled egg - ไข่ต้มสุกพอประมาณ
soft-boiled egg - ไข่ลวก

เมื่อพูดถึง ไข่ต้มก็ให้นึกถึงเครื่องชนิดหนึ่งที่ชื่อ egg timer ซึ่งก็คือ เครื่องจับเวลาการต้มไข่อัจฉริยะ ที่บอกได้เลยว่าไข่ที่เราต้มข้างในสุกไปถึงไหนแล้ว  ตัว Egg Timer จะมีขีดบอกระดับความสุกของไข่จะมี 3 ระดับ soft – medium – hard ที่ระบุไว้ด้ายบน ทีนี้ไม่ว่าอยากจะกินไข่แบบใหนจัดไปเลยลูกพี่ very handy indeed.

สำหรับ omelet นั้น จะมีหน้าตาไม่เหมือนไข่เจียวไทยๆ (Thai Omelette) โดยจะออกแนวๆไข่เจียวม้วนเสียมากกว่า โดยอาจจะใส่เครื่องควบคู่ไปด้วย เช่น แฮม (Ham) เบคอน (Bacon) หัวหอม (Onion) มะเขือเทศ (Tomato) หรือ พริกหยวก (Red / Green Pepper)

scrambled egg – ไข่คน ไม่ใช่ไข่ของคนนะครับ อันนั้นเขาเรียก ball หรือ ovum
ไข่คนนั้นจะทำโดยการผัดไข่ที่ผสมเครื่องปรุงไว้แล้ว จนกึ่งสุกกึ่งดิบแล้วนำขึ้นจากกระทะ โดยไข่คนนั้นจะมีส่วนผสมที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่คือ นม เกลือ เนย และ พริกไทย

egg noodles (เอก นูเดิล) คือบะหมี่เหลือง ซึ่งทำมาจากแป้งข้าวสาลีและไข่ (noodles made of wheat flour and eggs)

สำนวนที่เกี่ยวกับไข่

Kill the goose that lays the golden egg (คิล เธอ กูส แธทฺ เลย์ซ เดอะ โกลเดน เอก) หมายถึงทำลายสิ่งที่นำประโยช์มาให้ น่าจะมาจากนิทานเรื่องห่านกับไข่ทองคำ ที่ห่านของชาวนาออกไข่เป็นทองคำให้กับชาวนา แต่ชาวนาโลภมากอยากได้ไข่ทองคำเยอะๆเลยผ่าท้องห่านห่านตายเขาก็เลยไม่ได้อะไรเลย ซึ่งเป็นที่มาของสำนวนนี้

Don’t put all your eggs in one basket (ด้น พุท ออล ยัวร์ เอก อิน วัน แบสคิท) แปลตรงๆก็ประมาณว่าอย่าเก็บไข่ทั้งหมดไว้ที่ตระกร้าไบเดียว ถ้าตระกร้าหายหรือตกเราก็จะสูญเสียไข่ทั้งหมด นั้นก็คือให้มีแผนสำรองเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่เสียหายเยอะ
Don't put all your eggs in one basket, we need a backup plan.
อย่างฝากไข่ไว้ที่ตระกร้าไบเดียว เราต้องมีแผนสำรอง

Don't count your chickens before they're hatched (ด้นทฺ เค้า ยัวร์ ชิคเคินซ บีฟอร์ แธเออร์ แฮทชฺ) น่าจะคล้ายๆกับสำนวนไทยที่ว่า อย่าหวังน้ำบ่อหน้า แปลตรงๆก็จ่าจะประมาณ อย่านับลูกไก่ก่อนที่มันจะฟัก(เป็นตัวออกมา) บางทีเขาก็ตัวเหลืแแค่ don't count your checkens.
Hold your horse man! Don't count your chickens, thing might not turn the way you expected
ช้าก่อนไอ้เกลอ อย่าพึ่งหวังน้ำบ่อหน้า มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่แกต้องการก็ได้

Achieve a duck’s egg (อะชีฟว อะ ดุคซ เอก) รับประทานไข่ ใช้ในความหมายที่ ได้แต้มศูนย์ เมื่อแข่งกีฬาหรือแข่งขันอะไรซักอย่าง บางทีก็ใช้คำว่าห่านแทน เป็น achieve a goose's egg.
After the competition ended, it turned out that our team achieve a duck's egg.
หลังจากจบการแข่งขัน ปรากฏว่าเรารับประทานศูนย์กันทั่วหน้าครับพี่น้อง

ไข่ในหิน มาถึงสำนวนไทยของเราบ้างครับกับคำว่า ไข่ในหิน ในภาษาอังกฤษที่ไกล้เคียงกันก็คือ To wrap somebody (up) in cotton wool (ทู แรพ ซัมวัน อัพ อิน คอท'เทิน วูล)

Don't raise your children by wrapping them up in cotton wool. They will not have enough vaccine against suffering when things go wrong.
อย่าเลี้ยงลูกอย่างกับไข่ในหิน เดี๋ยวพวกเขาจะไม่มีภูมิต้านทานความเสียใจ เมื่อเกิดอะไร (ไม่ดี) ขึ้น (คนสมัยนี้เป็นกันเยอะนะครับ)

หรือถ้าจะใช้เป็นคำเดียวสั้นๆ ที่ให้ความหมายคล้ายๆกับไข่ในหินก็คือคำว่า overprotect (verb - โอเวอร์พรอเทค) ครับ ความหมายตามคำก็คือประมาณ ประครบประหงมมากเกินไป

เช่น I feel that that little girl is overprotected by her parents.
ผมรู้สึกว่าเด็กคนนั้นถูกเลี้ยงดูแบบประครบประหงมมากเกินไปจากพ่อและแม่ของเธอ


Note: nit-picker = คนชอบจับผิดเล็กๆ น้อยๆ ในงานคนอื่น 


Put them in sentences.

How would you like your eggs done?
ต้องการไข่แบบใหนครับ

Beat egg whites with sugar to prepare for cake baking.
ตีไข่ขาวกับน้ำตาลเพื่อเตรียมทำเค็ก

Caviar is very expensive.
ไข่ปลาคราเวียแพงมาก

The term caviar refers only to roe from wild sturgeon in the Caspian and Black Sea.
ไข่ปลาคราเวียคือไข่จากปลาสเตอร์เจี่ยนซึ่งอยู่แถบทะเลแคสเพียนและทะเลดำ

Always keep eggs in their carton.
เก็บไข่ไว้ในกล่องของมันไว้ตลอดเวลา

How to tell if eggs are fresh?
จะดูอย่างไรถึงจะรู้ว่าไข่ยังสดอยู่

Do goldfish lay eggs?! Oh yes. Goldfish lay lots of eggs. A female goldfish can lay several thousand eggs in one spawning! 
ปลาทองวางไข่หรือเปล่า? วางซิ ปลาทองวางไข่ที่ละมากๆ ปลาทองตัวเมียสามารถวางไข่ที่ละหลายพันฟองในการวางไข่หนึ่งครั้ง
ที่มา:http://www.englishtips4thai.com/2015/06/type-of-egg-in-english.html

20 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำ

    20 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำ

 เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่มักเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราควรรู้ไว้ เผื่อไว้พูดกับชาวต่างชาติ หรือจะนำไปสนทนากับเพื่อนๆ แค่นี้เราก็ได้คำศัพท์ สำนวนเพิ่มมาอีกตั้งหลายคำ 20 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน 
30 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน

20สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน 

1. “Twenty-four Seven”  สำนวนนี้หมายความว่าอะไร เนื่องจากหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง และหนึ่งอาทิตย์ก็มี 7 วัน สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า “ตลอดเวลา ทุกๆนาทีของทุกๆวัน” ค่ะ
2.  “Get the ball rolling” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “เริ่มทำอะไรสักอย่าง” แค่จำไว้ว่า “Let’s get the ball rolling” ความหมายเท่ากับ “Let’s start now-เราเริ่มกันเถอะ”
3. “Take it easy”  ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “I don’t have any plans this weekend.  I think I’ll take it easy.” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “ผ่อนคลาย” หรือ “พักผ่อน” ค่ะ สำนวนนี้ก็เข้าใจง่ายเหมือนกันค่ะ “I’m going to take it easy.” ความหมายก็คือ “I’m going to relax.-ฉันจะพักผ่อนสักหน่อย”
4. “Sleep on it” ถ้ามีคนๆหนึ่งพูดว่า “I’ll sleep on it.” ความหมายของเขาก็คือ “ฉันขอใช้เวลาในการตัดสินใจสักหน่อย” เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “I’ll get back to you tomorrow.  I have to sleep on it.” ความหมายของเขาก็คือ “ฉันขอเวลาตัดสินใจสักหน่อย แล้วจะบอกคำตอบพรุ่งนี้” เพราะฉะนั้น “Sleep on it คือ ขอเวลาตัดสินใจ แล้วจะบอกคำตอบทีหลัง” ค่ะ
5. “I’m broke.” อันนี้ได้ยินบ่อยมากๆเลยค่ะ สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่ามีร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดเสียหรือใช้การไม่ได้แต่ความหมายจริงๆของสำนวนนี้ก็คือ “ฉันไม่มีเงินเลย” หรือ “ถังแตก” นั่นเองค่ะ “I’m broke.” เท่ากับ “I have no money – ฉันไม่มีเงินเลย” สำนวนนี้ใช้กันมาก และได้ยินกันบ่อยๆค่ะ
6. “Sharp” เมื่อใช้กับเวลา ยกตัวอย่างเช่น “The meeting is at 7 o’clock sharp!” คุณว่าหมายความว่าอะไรคะ ความหมายก็คือ “การประชุมจะเริ่มตอนเจ็ดโมงเป๊ะ” เวลามีคนใช้คำว่า “Sharp” ตามหลังเวลาพูดกับคุณ ความหมายก็คือเขาต้องการย้ำเวลานั้นๆ และบอกคุณว่า “อย่ามาสายนะ”
7. “Like the back of my hand”  ความหมายของสำนวนนี้คืออะไร “the back of my hand หรือ หลังมือของตัวเอง” เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหลังมือคุณ คุณเห็นอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นถ้าฉันพูดว่า “I know this city like the back of my hand.” ความหมายของฉันก็คือ “ฉันรู้จักเมืองนี้ดีมากๆ ฉันคุ้นเคยกับเมืองนี้” สำนวนนี้ก็ใช้กันบ่อยมากค่ะ เราอาจปรับเปลี่ยนใช้สำนวนนี้ได้ว่า “He knows this city like the back of ‘his’ hand” ก็ได้นะคะ ความหมายก็จะยังเหมือนกัน ก็คือ “รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งดี หรือ คุ้นเคยเป็นอย่างดี” ค่ะ
8. “Give me a hand.” ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “Do you want to give me a hand?” เขาหมายความว่า “Do you want to help me?” สมมุติว่ามีคนๆหนึ่งถือของมา แล้วเขาพูดว่า “Would you give me a hand?” เขาไม่ได้ขอมือคุณเฉยๆนะคะ เขากำลังขอให้คุณช่วยเขาหน่อยค่ะ “Would you give me a hand?” คือ “Would you help me?-คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
9. “In ages” ยกตัวอย่างเช่นใช้ในประโยคว่า “I haven’t seen him in ages” ความหมายของ “in ages” ก็คือ “for a long time-เป็นเวลานานมาก” นั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้น “I haven’t seen him in ages” ก็เท่ากับ “I haven’t seen him for a long time-ฉันไม่ได้เจอเขามานานมากแล้ว” จำไว้นะคะ “in ages” แปลว่า “เป็นเวลานานมาก”
 10. “Sick and tired” สำนวนนี้แปลได้ว่า “ไม่ชอบ หรือ เกลียด” ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่า “I’m sick and tired of doing homework.” ความหมายก็คือ “ฉันไม่อยากทำการบ้านแล้ว ฉันไม่ชอบทำการบ้านเลย”
30 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน
30 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน
11. “behind one’s back”  แปลว่า พูดหรือกระทำโดยอีกคนหนึ่งไม่รู้ตัว หรือ พูดลับหลัง ตัวอย่างเช่น Pete loves to gossip Jay behind his back. (พีทชอบที่จะนินทาเจลับหลัง โดยเขาไม่รู้ตัว)
12. “turn one’s back on”  แปลว่า ไม่สนใจ ไม่ช่วยเหลือ ทอดทิ้ง  ตัวอย่างเช่น John never turn his back on his girlfriend when she needs help. (จอห์นไม่เคยไม่เคยทอดทิ้งเฉยเมยต่อแฟนสาวของเขา เมื่อเธอต้องการความช่วยเหลือ)
13. “get back at”  แปลว่า แก้แค้น แก้เผ็ด เอาคืน ตัวอย่างเช่น If it takes me 10 years I will get back at him. (ถึงแม้จะต้องเสียเวลาสัก 10 ปี ผมก็จะต้องแก้แค้นมัน)
14. “hold something back”  แปลว่า ซ่อน ไม่เปิดเผย ไม่เต็มใจเปิดเผย ตัวอย่างเช่น I could tell from his nervousness that he was holding back something. (ฉันสามารถจะบอกจากอาการตื่นเต้นของเขาได้ว่า เขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง)
15. “be my guest” แปลว่า พูดหรือทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจกัน
16. “be oneself” แปลว่า เป็นปกติธรรมดา “You haven’t been yourself lately. Is anything wrong?” (เธอดูเหมือนมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรรึเปล่า)
17. “be tired of” แปลว่า รำคาญ เบื่อ เช่น I was tired of working for other people, so now I’m self-employed. (ผมเบื่อที่เป็นลูกจ้าง ขณะนี้ได้ออกมาทำกิจการของตนเองแล้ว)
18. “beyond hope” แปลว่า ไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้น ตัวอย่างเช่น Everyone has tired to help him with his drink problem, but I think he is beyond hope. (ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขาได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เขาพ้นจากปัญหาดื่มเหล้า แต่ฉันว่าไร้ประโยชน์)
19. “big-headed” แปลว่า หยิ่งยะโส ตัวอย่างเช่น  “Here she comes! she always boasts about her success. I don’t know why she’s so big-headed.” (นี่ไงล่ะ คนที่ชอบคุยโวว่าตัวเองเก่ง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบอวดตัวเองนัก)
20. “A great deal” แปลว่า จำนวนมาก มากมาย ตัวอย่างเช่น We’ve heard a great deal about you. (พวกเราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคุณมากมาย)
ที่มา : http://teen.mthai.com/education/83291.html

ศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก 50 คำ



    ศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอารมณ์                    ความรู้สึก 50 คำ

คำศัพท์คำแปล
angryโกรธ
annoyedเบื่อ
appalledรู้สึกตกใจมาก
apprehensiveรู้สึกค่อนข้างจะกังวลใจ
ashamedรู้สึกละอาย
at the end of your tetherผิดหวังอย่างรุนแรง
betrayedทรยสหักหลัง
bewilderedงุนงงอย่างที่สุด
cheatedไม่ได้รับความยุติธรรม
confidentเชื่อมั่นในตัวเอง
confusedสับสน
crankyอารมณ์ร้าย,ฉุนเฉียว,ไม่มั่นคง
crossค่อนข้างโกรธ
delightedมีความสุขสุด ๆ
depressedเศร้ามาก ๆ
disappointedผิดหวัง
down in the dumpsเสียใจและผิดหวัง
ecstaticมีความสุขสุด ๆ ไปเลย
embarrassedค่อนข้างอาย,ละอาย
emotionalใส่อารมณ์กับเรื่องนั้น ๆ มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีใจ หรือเสียใจ จากนั้นก็ร้องไห้
enviousอิจฉา
excitedตื่นเต้น
frightenedตกใจ
furiousโกรธมาก ๆ
get madรู้สึกโกรธ,รู้สึกยั๊วะ
greatรู้สึกดีมาก
happyรู้สึกมีความสุข
horrifiedตกใจมาก ๆ
intriguedรู้สึกสนใจและอยากรู้เรื่องมากขึ้น
irritatedเบื่อ
jadedเบื่อและไม่มีความรู้สึกสนใจอีกต่อไป
jealousอิจฉา
keenกระตือรือร้น
lazyขี้เกียจ
let downผิดหวัง
luckyโชคดี
maternalรู้สึกถึงความเป็นแม่
nonplussedไม่รู้สึกประหลาดใจในสิ่งที่คุณยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป
over the moonมีความสุข
overwhelmedอิ่มใจจนไม่รู้ว่าจะพูดหรือทำอะไรต่อ
rageโกรธจัด
reluctantไม่เต็มใจ,ไม่อยากจะทำอะไร
seethingรู้สึกโกรธมาก ๆ แต่ต้องเก็บเอาไว้
tenseไม่ผ่อนคลาย
terribleรู้สึกป่วยหรือเหนื่อย
terrificรู้สึกดีมาก ๆ
terrifiedรู้สึกกลัวมาก ๆ
upsetโกรธ
victimisedเหมือนตกเป็นเหยื่อจากใครหรืออะไรบางอย่าง
wonderfulรู้สึกดี
ที่มา: http://www.englishican.com

Tip need want กับ must ใช้ต่างกันอย่างไร

Tip need want กับ must ใช้ต่างกันอย่างไร




Need กับ Want
Need (v.) = "ต้องการ" แต่เป็นความต้องการชนิดที่รียกว่า "จำเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต่อชีวิต จำเป็นต้องมี หรือ ขาดไม่ได้" เช่น ปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
เช่น We need some blood to keep him alive.
(เราต้องการเลือดเพื่อให้เขามีชีวิตรอด)
จะเห็นได้ว่าเราต้องการเลือดจริงๆ (แบบขาดไม่ได้) ไม่อย่างนั้นเขาอาจเสียชีวิต

Want (v.) = "ต้องการ" แต่เป็นความต้องการแบบทั่วๆไป
ต้องการแบบเป็นกลางๆ ไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย
เช่น I want your help on this project.
(ฉันต้องการความช่วยเหลือของคุณเกี่ยวกับโครงการนี้)
ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าผู้พูดไม่หวังมากว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ แค่เอ่ยปากพูดออกไป ไม่ว่าคำตอบที่ได้รับจะเป็นอย่างไร ก็ไม่เป็นไร เป็นความต้องการโดยทั่วไป ไม่หวังอะไรมาก

*สรุปง่ายๆ need มีน้ำหนักของความต้องการมากกว่า want*

Must ไม่เกี่ยวกับ need หรือ want แต่อย่างใด เพราะ must เป็นกริยาช่วย (modal verb) ใช้บอกถึงสิ่งที่เราต้องทำ จำเป็นต้องทำ เพราะมันจำเป็นหรือสำคัญมาก มีความหมายในเชิงบังคับ อันเนื่องมาจาก กฎเกณฑ์ หรือ คำสั่ง เป็นต้น เช่น
You must pay attention to traffic signals.
คุณต้องเอาใจใส่ในเรื่องของสัญญาณไฟจราจร
All passengers must wear seat belts.
ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
We must eat to live.
พวกเราต้องกินเพื่ออยู่

 ที่มา : http://undifteach.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Phrasal Verbs





Phrasal verbs หรือ two-word verbs
     

               คือ การใช้คำกริยาที่ปกติแล้วมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ส่วนประกอบ เมื่อ verb+ preposition or particle มารวมกันเป็น Phrasal verbs แล้ว อาจจะทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่มีเค้าความหมายของคำกริยาเดิมเลย นิยมใช้กันมากในภาษาอังกฤษ

หลักสำคัญในการใช้ Phrasal Verbs หรือ Two-Word Verbs
1.เมื่อไม่มี direct object ต้องวาง adverb ไว้ติดกับ verb เช่น
   - please come in.
   - Don't give up, whatever happens.

2. เมื่อมี object pronoun เช่น him, her, it, them, me, us, เป็น direct object ต้องวาง object เหล่านี้ไว้หน้า adverb เช่น
   - I can't make it out. (right)
   - I can't make out it.(wrong)

3. เมื่อมี noun เช่น book , pen , houses , etc.เป็น direct object จะวาง noun ไว้หน้าหรือหลัง adverb ก็ได้        (verb +adverb +noun) หรือ (verb +noun +adverb) เช่น
   - Turn on the light.  หรือ  - Turn the light on.

4. ตามข้อ 3 ถ้า object เป็นคำยาว เช่นมี object clause ขยายต้องวางobject ไว้หลัง adverb เช่น
   - He gave away every book that he possesed. (right)
   - He gave every book that he possesed away. (wrong)

5. ในประโยคอุทาน (exclamatory Sentences)ให้วาง adverb ไว้หน้าประโยคยืดหลักดังนี้
   5.1 ถ้าประธานเป็น noun เอากริยาตามมาได้เลย เช่น
      -Off went john! = John went off.
   5.2 ถ้าประธานเป็น pronoun ใหัใช้แต่ adverb ไม่ต้องใช้ verb เช่น
      -Away they went ! = They went away.



ประเภทของ Phrasal verbs
1. Inseparable Verbs with no objects  คือ phrasal verb ที่ต้องติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ไม่ต้องมีกรรม เช่น
   set off ออกเดินทาง         Speed up เร่งความเร็ว
   Wake up ตื่นนอน            Stand up ยืนขึ้น
   Come in เข้ามาถึง           Get on ขึ้น (รถ) / เข้ากันได้
   Carry on ทำต่อไป           Find out เรียนรู้
   Grow up เติบโต             Turn up ปรากฏตัว

2. Inseparable Verbs with objects คือ phrasal verb ที่ต้องอยู่ติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่ต้องมีกรรม เช่น
   Look after เลี้ยงดู                              Look into สอบถาม ตรวจสอบ
   Run into ชน                                     Come across พบโดยบังเอิญ
   Take after เหมือนถอดแบบ                  Deal with ติดต่อ เกี่ยวข้อง
   Go off ออกไป จากไป หยุดทำงาน         Cope with จัดการ

3. Separable verbs คือ ที่แยกจากกันได้ มักจะต้องการกรรม
   Turn on เปิด(ไฟ)           Turn off ปิด (ไฟ)
   Turn down หรี่ (เสียง)     Swith off ปิด
   Look up มองหา             Take off ถอด ออกดินทาง

4. Three-Word Phrasal Verbs  คือ phrasal verb ที่ไม่มีกรรมและบางครั้งมีการใช้บุพบทมากกว่า 1 ตัว เช่น
   Get on with ทำต่อไป ไม่หยุด                Cut down on ลดปริมาณลง
   Look out for เตรียมพร้อม                      Catch up with ตามทัน
   Run out of หมด                                  Get down to เอาจริงเอาจัง
   Stand up for ปกป้อง เดือดร้อนแทน         Look down to ดูถูก
   Look up to ยอมรับนับถือ                        Put up with อดทน
   Look out on มองออกไป

ที่มา  http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/24337/


ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=9MMB_w83YrA